และแล้ว ทริปเที่ยวญี่ปุ่นคราวนี้ก็เป็นจริงสักที เป็นทริปที่สองที่คิดว่าจะไปเก็บตก ความรู้สึกเสียดาย ที่ทริปแรกเที่ยวไม่ครบ เอาล่ะครับ ทริปที่สองนี้ ผมมาเริ่มที่สนามบินคันไซ ตั้งแต่อยู่บนเครื่องบิน ผมก็เห็นสนามบินนี้ตั้งตระหง่านอยู่กลางน้ำ และจากที่ลงมาสัมผัส สนามบินนี้ ก็กว้างใหญ่ ไม่แพ้สนามบินที่โตเกียวเลยทีเดียว

ทางเดินสนามบินคันไซ

ลงสนามบินคันไซ

ภาพนี้เป็นภาพทางเดินตึกเชื่อมระหว่างเกตของสนามบินคันไซครับ ตอนที่ผมมาถึงก็เป็นเวลาเย็นแล้วครับ ดังนั้นจึงต้องแข่งกับเวลาในการเดินทางเข้าที่พัก แถมยังต้องตระเตรียม เรื่องตั๋วรถไฟให้เรียบร้อยอีก จึงไม่ค่อยมีเวลาเดินชมสนามบินมากเท่าไร พอรับสัมภาระออกมา ก็เดินจั้มหา JR Office เลยทีเดียว หาไม่ยากครับ ออกจาก Gate International มาไม่เท่าไรก็เจอแล้วครับ เมื่อหาเจอแล้วก็ไปต่อคิวทันทีอย่างไม่รีรอ

JR Office ที่นี่ คนมาต่อคิวเยอะมาก ที่เจอส่วนมากจะเป็น คนจีน พนักงานต้อนรับจัดคิวที่นั่น พูดภาษาจีนได้ แถมยังน่ารักอีกต่างหาก พอถึงคิวผม พนักงานหญิงก็พูดภาษาจีนใส่ผมทันที ซึ่งผมก็… งง ไปก่อน แล้วตอบภาษาอังกฤษกลับไปว่า “Sorry, English Please” เหมือนเค้าจะตกใจมากครับ อุทานกลับมาว่า “Sorry, My Bad” แล้วก็ทำท่าอาโนเนะ เขกหัวตัวเองหนึ่งที ประทับใจจริงๆครับ ต่อจากนั้นเค้าก็ขอดู Voucher ที่ผมแลกจากไทยไป พร้อมกับ Passport แล้วเค้าก็ติ๊กๆ เหมือนตรวจสอบอะไรบางอย่าง แล้วก็ให้ผมไปที่เค้าเตอร์ ผมก็ยื่น Voucher และ Passport ทั้งของผมและของเพื่อนให้เค้าไป เค้าก็ทำอะไรบางอย่าง แล้วก็มีตั๋ว JR ออกมาให้เรา แต่ว่าต้องให้คนที่จะถือตั๋ว JR มาเซ็นชื่อด้วยครับ ดีที่เพื่อนผมอยู่ไม่ไกลเลยเรียกมาให้เซ็นชื่อได้ ไม่งั้นคงต้องยืนเก้ๆกังๆ ให้เค้ารอก่อนแล้วผมค่อยเดินออกไปเรียกเพื่อน

ที่น่าแปลกใจก็คือ คนจีน ไม่ได้แลก Voucher มาเหมือนเราครับ เค้ามาซื้อกันสดๆที่นี่ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนไทยอย่างเราสามารถมาซื้อสดๆ ที่นี่ได้หรือเปล่า และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ไว้ต้องไปลองหาข้อมูลดู

หลังจากได้ JR Pass แล้วภาระกิจต่อไปของผมคือ ตามหา Osaka 1 Day Pass เป็นตั๋วที่ผมจะใช้เมื่อ JR 7 วันของผม หมดเวลา ใช้ไม่ได้แล้ว ก็คือทริป วันท้ายๆโน่นแหล่ะครับ ซึ่งตั๋วนี้จะสามารถใช้เที่ยว สถานที่สำคัญๆ ในโอซาก้า ได้หมดครับ เรียกว่าถ้าใครยังไม่เคยเที่ยวโอซาก้าแบบจริงจังแนะนำให้ใช้ ตั๋วนี้ได้เลยครับ ลองดูเพิ่มเติมที่บทความ การเดินทางในโอซาก้า ครับ กลับมาพูดถึงเรื่องเคาท์เตอร์ขายตั๋วที่ว่านี้กันครับ เคาท์เตอร์นี้เป็นเคาท์เตอร์เดียวกันกับเคาท์เตอร์ขายตั๋ว Kansai Thru Pass นั่นแหล่ะครับ ถ้าเจอรูปแม่มดน้อย แบบที่อยู่ในเว็บไซต์ของ ซุรุโตะ ก็ใช่เลยครับ เคาท์เตอร์นี้คนไม่เยอะครับ อย่างมากก็ 2 – 3 คิว สบายครับ

จากนั้นก็เตรียมตัวครับ ผมใช้ JR ขึ้นรถไฟไปลงสถานีใกล้ๆที่พักเลยครับ ผมพักอยู่ใกล้ สถานี Subway Nishinagajima-Minamigata ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับสถานี JR Shin-Osaka ครับ ตามมาเข้า Gateway เพื่อเตรียมขึ้นรถไฟกันเลยครับ

Gateway เพื่อไปยังรถไฟ JRพอลงไปถึงก็พบว่า โล่งเลยครับ ที่โล่งเพราะว่า ยังไม่ถึงเวลาเดินทางครับ คนที่เค้ารู้เวลาเค้าก็มาตอนที่รถไฟใกล้ๆมากันครับ

ชานชลารถไฟ ที่สนามบินคันไซรอไปได้สักพักหนึ่ง รถไฟก็มาครับ รถไฟนี้เป็นรถไฟแบบ Express ผมเล่าข้ามไปนิดนึงตอนที่อยู่ที่ JR Office เจ้าหน้าที่จะถามเราว่าจะใช้บริการรถไฟออกจากสนามบินไหม และใช้กี่โมง เค้าก็จะตีตั๋ว Reserve (จองที่นั่ง) ให้ตามเวลาที่เราบอกครับ แต่ถ้าใครไม่ใช้ JR วันนี้ก็สามารถไปขึ้นรถไฟเอกชนของ Keihan Railway ได้ครับ ราคาแปดร้อยกว่าเยนสำหรับชั้นธรรมดา และ พันสามร้อยเยนสำหรับชั้น Reserve ราคาโดยประมาณนะครับ แต่ผมมี JR แล้วก็ใช้ JR ไปขึ้นรถไฟกันเลยครับ

JR Kansai Airport Express

แวะกินที่ โอซาก้า

ขึ้นรถไฟไปแล้วก็นั่งสบายใจไปถึง Shin-Osaka เพราะว่าที่นั่งสบายมาก สบายกว่า เครื่องบินที่นั่งมาเสียอีก พอถึง Shin-Osaka ก็ไม่รอช้า เดินหาสถานี Subway สายสีแดง หรือ Misudoji ทันที นั่ง Subway ไปหนึ่งสถานีก็ถึงสถานีที่หมายอย่าง Nishinagajima-Minamigata แล้วครับ พอออกจากสถานีปุ๊บก็เจอโรงแรมทันที ในย่านนี้มี Business Hotel ค่อนข้างเยอะและราคาถูก ทีแรกผมสงสัยอยู่แต่พอมาถึงก็รู้ทันทีว่า มันก็ควรจะถูกอยู่หรอกเพราะว่า แถวๆนั้นมีร้าน แบบ Host Club, Maid Club, ร้านนวด, ร้านแบบเซ็กซี่โชว์ เต็มไปหมด แบบเด็กและเยาวชนไม่ควรเข้าอย่างยิ่งครับ แต่ก็ไม่มีอันตรายอะไรครับ เพราะโรงแรมที่ผมพักมันใกล้สถานี Subway มาก มันดีตรงนี้แหล่ะครับ  โรงแรมที่ผมพักชื่อ Hotel Consort ครับ

มาถึงโรงแรมปุ๊บ พนักงานก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี พนักงานที่นี่พอพูดภาษาอังกฤษได้ ผมมีสั่ง Pocket Wifi ไว้ให้ส่งมาที่โรงแรมด้วยครับ พอ Check in ปุ๊บพนักงานก็หยิบของมาให้ทันทีครับ Pocket Wifi ที่ผมใช้เป็นของบริษัท Global Advance Communications ครับ เช่าแบบ 21Mbps ครับ 10 วัน 6,450 JPY เป็นราคาโปรโมชั่นครับ ปกติหมื่นกว่าเยน พอดีผมใช้กับเพื่อนด้วยเลยถือว่าคุ้มครับ ใช้ Line Voice Call พร้อมกันไม่มีปัญหาครับ

หลังจาก Check-In ปุ๊บไฟแรงครับ ออกไปสถานที่ ที่คุ้นเคย ไปกินอะไรที่คราวก่อนไม่ได้กินครับ ว่าแล้วก็ออกไป โดทงบุริ (Dotonburi) กันเลยครับ โดยนั่ง Subway สาย Misudoji ไปลงสถานี Numba แล้วก็เดินแป๊บนึงก็ถึงแล้วครับ สังเกตุป้ายและแผนที่ในสถานีนัมบะดีๆครับ เพราะมันกว้างมากครับ สถานีนั้น

โดทงบุริ ทางเข้าชินไซบาชิเอาล่ะมาถึงแล้วครับ โดทงบุริ (Dotonburi) ที่นี่ยังคึกคักไม่มีเปลี่ยนครับ จุดยอดฮิตก็อยู่ตรงนี้แหล่ะครับ ทางเข้า Shopping Arcade ชื่อดังอย่างชินไซบาชิ มาที่นี่ก็จะเห็นเด็กวัยรุ่นหนุ่มสาว มาแจกใบปลิวกันเยอะครับ บ้างชวนเข้าโฮสคลับบ้าง บ้างร้านอาหารบ้าง คนมาแจกนี่หน้าตาดีทั้งนั้น ทั้งหญิงและชาย ยืนกันเยอะแยะจริงๆ สังเกตุได้จาก ส่วนมาก เค้าจะใส่เสื้อแจ๊กเก็ตดำกันครับ แล้วก็ยืนเหลียวซ้ายแลขวา ในมือถือกระดาษโบรชัวร์อะไรสักอย่าง บางคนก็ทำหน้าตาขึงขัง มองหาคนท่าทางมีตังแล้วก็หน้าตาเป็น ญี่ปุ่นหน่อยครับ

โดทงบุริ กุลิโกะ

หันหลังกลับมาก็เจอกับป้ายโฆษณาใหญ่ยักษ์ในตำนาน อย่างกุลิโกะรันนิ่งแมน ครับ แต่นี่ก็ยังไม่ใช่จุดมุ่งหมายของเราครับ เพราะเรามาเพื่อ “กิน” ครับ สำหรับพิกัดของจุดนี้ ก็ต้องชี้ด้วยแผนที่เลยครับ

โดทงบุริ (Dotonburi)

loading map - please wait...

โดทงบุริ (Dotonburi) 34.669014, 135.501305 โดทงบุริ (Dotonburi) ซ้ายและขวาเรียงรายตลอดแนวไปด้วยร้านอาหารและร้านขายขนมเล็กๆน้อยๆ

ต่อมาก็เดินตามหาร้านอาหารครับ เดินมาเจอนี่เลยครับ เกี๊ยวซ่ายักษ์

เกี๊ยวซ่ายักษ์ชั่งใจอยู่นาน ว่าจะกินหรือไม่กินดี จุดท้ายก็ตัดใจครับ ไม่กินก็ได้ครับ เพราะสิ่งที่เราอยากกินคือ พิซซ่าญี่ปุ่น หรือ โอโคโนมิยากิ ครับ แล้วเราก็เดินตามหาต่อไป เดินมาสักพัก มาสะดุดตาเจอ Mascott ของที่นี่ครับ ตุ๊กตาตัวตลกยืนตีกลอง ที่โดทงบุริครับ

ตุ๊กตาตัวตลกที่โดทงบุริและแล้วเราก็มาถึงจุดมุ่งหมาย ครับ ร้าน CREO-RU OKONOMIYAKI ครับ ผมก็ไม่รู้หรอกนะครับว่า มันอร่อยหรือเปล่า แต่เห็นคนเค้าต่อแถวกันยาวเลย ก็เลยคิดว่า ลองดูแล้วกันครับ

CREO-RU Okonomiyakiพอเข้าไปถึงก็สั่งเลยครับ แต่สั่งไม่เป็นเพราะที่นี่ใช้ปากกาอิเล็กทรอนิกส์ แตะกับเมนูเป็นการสั่ง เลยต้องเรียกพนักงานมาช่วยครับ ตอนที่สั่ง สามารถเลือกได้ว่า เอาสุกแค่ไหนด้วยนะครับ แต่พนักงานเค้าก็บอกด้วยความจริงใจว่า มันรอนานมากนะคะ รอ 25 นาที (เป็นภาษาอังกฤษ) ครับ แต่ในเมื่อเรามาถึงแล้ว ให้รอก็ต้องรอล่ะ แต่เราก็สั่งออเดิร์ฟ ไปก่อน นั่นก็คือ อาหารยอดฮิตอย่าง ทาโกะยากิ ตอนสั่งเค้าถามว่าเอาซอสอะไร ผมก็ไม่รู้เรื่องครับ เลยสั่งแบบชี้โบ้ชี้เบ้ไป ตรงกับเมนู คำว่า Original ครับ

ทาโกะยากิร้าน CREO-RUเมื่อความหิวประกอบกับความหอมกรุ่นจาก ทาโกะยากิร้อนๆ ราดด้วยซอสสูตรดั้งเดิมของร้าน โรยด้วยปลาแห้ง เท่านั้นแหล่ะครับ ถ่ายรูปปุ๊บ หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเข้าปากเลยทันที แต่ทว่า ร้อนจัดครับ ปากแทบพอง หาน้ำกินแทบไม่ทัน แต่ก็อร่อยดีครับ คำต่อไปเลยต้องระวังเป็นพิเศษ กินไปก็ดูทีวีญี่ปุ่นไป เค้าเปิดละครเกาหลีด้วยล่ะเออ กินไปสักพักเริ่มอิ่ม แต่อาหารจานหลักยังไม่มาเลย ก็เลยรอต่อไป จนกระทั่ง มันมาแล้วครับ จานใหญ่มาก น่าจะใหญ่กว่าพิซซ่าถาดเล็กถาดนึงอีกครับ แถมยังประกอบด้วยความหนาของมันเข้าไปอีกประมาณสองเซ็นติเมตร โอ้พระเจ้า เมื่อกี้กินทาโกะยากิจนอิ่มแล้ว มาเจอเจ้านี่อีก จะไหวไหมเนี่ย

โอโคโนมิยากิร้าน CREO-RUไม่ไหวก็ต้องไหวครับ ค่อยๆกินไป อร่อยดีครับ แต่เนื่องจากผมค่อนข้างจะอิ่มแล้ว เลยต้องค่อยๆกินไปอย่างช้าๆ ครับ พอกินเสร็จแล้ว ก็ไปเดินเล่นต่อครับ เจอร้านดังอย่าง ราเม็งมังกรในตำนานด้วยครับ ผมดูเข้าไปในร้าน มีที่นั่งน้อยมาก แต่ว่าบรรยากาศที่นี่หนาวครับ คนเลยนิยมมากินราเม็งกัน

ราเม็งมังกร โดทงบุริเดินต่อไปเรื่อยๆ ก็เจอร้านปูยักษ์ครับ ว่าจะเดินเข้าไปถามราคาสักหน่อย แต่ว่าเจอคนแจกโบรชัวร์หน้าร้าน ทำหน้าตาขึงขังน่ากลัว เลยไปดีกว่าเรา ไม่ถามก็ได้ ฮือๆ

ร้านปูยักษ์โดทงบุริแล้วเราก็มาจบลงที่ คลองข้างโซนโดทงบุริครับ แสงสะท้อนป้ายโฆษณากับน้ำ ทำให้เกิดภาพบรรยากาศที่ชวนหลงไหลเมืองโอซาก้า ยามค่ำคืนอีกแบบหนึ่ง

ริมคลองโดทงบุริจากนั้นเราก็กลับที่พักแล้วครับ เพราะนี่ก็ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ต้องเดินทางต่อแต่เช้าครับ ติดตามได้ใน Day2-ผจญภัยอะตอมมิกโดมและเกาะศักสิทธิ์มิยาจิม่า นะครับ